แบบจำลองโดรนโจมตีหนัก “โกรม” ในงานแสดงอาวุธเมื่อปี 2020

ขณะนี้บริษัท กรันชตัดต์ ได้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ “โกรม” และอื่นๆอีกหลายรายการ โดยเมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวใหม่เกี่ยวกับความสามารถของ “โกรม” ในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและโจมตี รวมทั้งควบคุมการทำงานของโดรนลำอื่น ๆ

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับความสามารถและศักยภาพของ “โกรม” ได้รับการเปิดเผยโดยสื่อ TASS เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาจากข้อมูลแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมทางทหารและตัวแทนของบริษัทผู้พัฒนา

วันที่ 11 มีนาคมสื่อรายงานว่าโดรนขนาดใหญ่ “โกรม” จะสามารถควบคุมการทำงานของโดรนขนาดกลาง “โมลนียา” และผสานการทำงานร่วมกันได้ในโหมดการทำงานแบบเป็นฝูง ด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 10 ลำ ซึ่งกรณีนี้ “โกรม” จะไม่สามารถบรรทุก “โมลนียา” ได้ทั้งฝูง แต่จะอาศัยการปล่อยมาจากเครื่องบินลำอื่น

ก่อนหน้านี้ในมีรายงานอย่างเป็นทางการถึงความสามารถของ “โกรม” เกี่ยวกับความสามารถในการติดตั้งใช้งานอาวุธนำวิถี “อากาศสู่พื้น” ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอาวุธบางชนิดพัฒนาขึ้นมาสำหรับ UAV โดยเฉพาะ 

วันที่ 13 มีนาคม TASS ลงข่าวว่าขีปนาวุธนำวิถี Kh-38 เป็นหนึ่งในอาวุธที่ที่จะใช้ติดตั้งกับ“โกรม” ขีปนาวุธดังกล่าวสามารถติดตั้งหัวรบได้หลากหลายและมีระยะยิงสูงสุด 70 กม. ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทำการทดสอบกับโดรนแล้ว


วันที่ 15 มีนาคมตัวแทนของ “กรันชตัดต์” ยืนยันข่าวการควบคุมฝูง “โมลนียา” ด้วย “โกรม” ว่าเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ยังให้รายละเอียดเพิ่มว่า “โมลนียา” มีความสามารถทั้งการลาดตระเวนและโจมตี 

“กรันชตัดต์” เผยว่า “โมลนียา” กำลังได้รับการปรับให้เหมาะกับการทำงานในฐานะลูกฝูง ซึ่งจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างอิสระและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแต่ละลำจะสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างถูกต้องตามภารกิจของตน ขณะที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ก็จะทำให้พวกมันสามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับ “โกรม” อยู่ตลอดเวลา


“โกรม” เปิดตัวครั้งแรกในงาน Army-2020 โดยมีแบบจำลองขนาดเท่าของจริง และอาวุธชนิดต่างๆ รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ในการนำเสนอ 

ส่วน “โมลนียา” ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ระหว่างการเยี่ยมชมบริษัท “กรันชตัดต์”  โดยเหล่าผู้นำจากกระทรวงกลาโหม ซึ่งตอนนั้นต้นแบบของมันได้สร้างความสนใจเป็นอย่างมาก และขณะนี้ข้อมูลต่างๆของมันก็ได้มีการเปิดเผยให้ทราบมากขึ้นเรื่อยๆ

แผนการพัฒนา “โกรม” เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาระบบป้องกันทางอากาศ โดยมีหลักการและเหตุผลว่า การลาดตระเวนทางอากาศและการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินเป็นเรื่องที่ยากและอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการโจมตีครั้งแรกต่อเป้าหมายและการทำลายระบบป้องกันทางอากาศของศัตรูจึงควรใช้อากาศยานไร้คนขับในการปฏิบัติการ

ขณะเดียวกันมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้และเชื่อว่ากองทัพจำเป็นต้องมีอากาศยานไร้คนขับที่ทันสมัย สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องบินรุ่นใหม่อย่าง Su-35S หรือ Su-57 ได้  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบของเครื่องบินรบหลัก


นอกจาก “โกรม” แล้วยังมี “โมลนียา” ที่เบากว่า ซึ่งเหมาะกับการลาดตระเวน การโจมตีใน รวมทั้งการเข้าโจมตีแบบ “กามิกาเซ่” เพื่อช่วยเหลือโดรนขนาดใหญ่ในสนามรบ

“โกรม” มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบของอากาศยานล่องหน มีปีกเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู แพนหางรูปตัววี ด้านบนมีช่องรับอากาศ น้ำหนักขึ้นบินสูงสุด 7 ตันบรรทุกอาวุธได้หนัก  2 ตันมีจุดติดอาวุธ 4 จุดจากจุดติดตั้งภายนอกและภายในลำตัว สามารถติดตั้งอาวุธได้หลายชนิด เช่นระเบิด KAB-250LG-E , KAB-500S-E ขีปนาวุธ Kh-58MLE และอาวุธใหม่แบบ Product-85 (Изделие 85)

“โมลนียา” เป็นโดรนขนาดเล็ก-กลาง รูปทรงคล้ายจรวดร่อน มีปีกยาว 1.2 เมตร น้ำหนักขึ้นบินสูงสุดไม่เกิน 100 กก. น้ำหนักบรรทุก 5-7 กก. สามารถบรรทุกอุปกรณ์ลาดตระเวนได้ทั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งหัวรบขนาดเล็กได้อีกด้วย

ด้านการทำงานแบบบูรณาการ  เครื่องบินรบหลักอย่างเช่น Su-35S หรือ Su-57 จะยังคงภารกิจสำคัญในการค้นหาและโจมตีเป้าหมายทางอากาศหรือภาคพื้นดิน แต่การดำเนินการไม่จำเป็นต้องเข้าไปในเขตป้องกันทางอากาศของศัตรู ซึ่ง“โกรม” ที่ปฏิบัติการอย่างอิสระหรือผ่านการควบคุมโดยอากาศยานอื่นๆจะรับหน้าที่ในการฝ่าระบบป้องกันทางอากาศเข้าเผชิญหน้ากับเป้าหมายสำคัญโดยที่นักบินไม่ต้องเสี่ยง ขณะเดียวกันฝูงโดรนขนาดกลางจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

https://topwar.ru/180937-grom-i-molnija-buduschie-bespilotnye-vozmozhnosti-vks.html

By Ivan