เรื่องนี้เกิดขึ้นในฤดูร้อน 1944 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แนวรบด้านเบลารุส โดยวันหนึ่งขณะที่พลต่อสู้อากาศยานประจำปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 37 มม.กลุ่มหนึ่งกำลังผ่านหมู่บ้านที่เพิ่งถูกโจมตีทางอากาศ พวกเขาก็ได้หยุดพักชั่วคราวที่หมู่บ้านแห่งนั้นท่ามกลางซากปรักหักพัง ซึ่งทั้งหมู่บ้านมีเพียงบ่อน้ำบ่อเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามพวกเขามีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะกรอกน้ำใส่กระติกและพันเท้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินทางต่อ ทันในนั้นพวกเขาก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่รอดจากการโจมตีเพียงรายเดียว มันเป็นลูกแมวตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่อยู่ในสภาพไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ซึ่งเจ้าของของมันน่าจะตายหรือหนีไปที่อื่นแล้ว


 
หัวหน้าชุดหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบมองดูมันอยู่พักหนึ่ง ก็ตัดสินใจนำมันไปด้วย และหลังจากให้ความอบอุ่น ให้น้ำ และแบ่งอาหารที่มีอยู่น้อยนิดแก่มันจนรอดชีวิตแล้ว เขาก็ตั้งชื่อให้มันว่า “รือชืก” จากการที่มันมีสีเหมือนขิงแดงและเห็ดชนิดหนึ่ง(เห็ดรือชืก) จากนั้นเขาก็ได้แต่งตั้งให้มันเป็นพลปืนต่อสู้อากาศยานคนที่7  เพื่อเป็นเคล็ดให้มันจับหนูเก่งและจัดการกับสิ่งรบกวนต่างๆในคูเลต  และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว มันก็เติบโตเป็นแมวหนุ่มสีแดงที่แข็งแรง 


ต่อมาในชุดได้สังเกตุว่า เวลาที่มีการโจมตีทางอากาศจากศัตรู “รือชืก”จะหายตัวไปทุกครั้ง และจะกลับมาหลังจากการโจมตีหยุดลง ซึ่งเมื่อสังเกตุมากขึ้นกว่านั้นพวกเขาก็พบว่า มันจะหนีไปก่อนที่จะมีการโจมตีเกิดขึ้นประมาณครึ่งนาทีหรือมากน้อยกว่านั้นเล็กน้อย และนอกจากนั้น ก่อนที่จะไปมันจะส่งเสียงคำรามไปยังทิศทางที่เครื่องบินของศัตรูจะปรากฏขึ้นเสมอ ซึ่งไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ พวก”ลุฟท์วัฟเฟ่” ได้ให้สัญชาตญาณนี้แก่มัน ตอนที่ทิ้งระเบิดพังบ้านของมัน 

ชื่อเสียงของ “รือชืก” ได้แพร่สะพัดไปทั้งกรมอย่างรวดเร็ว และได้รับการกล่าวขานเป็นอย่างมาก ถึงความสามารถในการต่อต้านการโจมตีทางอากาศจากนักสู้ตัวน้อย จนมีครั้งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ประสานงานของกรมต่อสู้อากาศยานได้เดินทางมาเพื่อเล่นกับมัน 

ระหว่างที่มันมาอยู่กับชุดปตอ. หน่วยเหนือไม่เคยส่งผู้ตรวจการเข้าไปยุ่งกับชุดปฏิบัติการแนวหน้าแต่อย่างใด ทำให้ “รือชืก” ถูกเลี้ยงดูเรื่อยมาจนถึงปี 1945  


 
ปลายเดือนเมษายนปี 1945 เมื่อสงครามใกล้จบ ภารกิจของหน่วยต่อสู้อากาศยานก็บรรเทาเบาบางลง ขณะที่เยอรมันก็สูญเสียเครื่องบินไปจนเกือบหมด และส่วนที่เหลือก็ถูกไล่ล่าอย่างหนักจากกองทัพอากาศของกองทัพแดงที่กำลังฮึกเหิมเต็มที่ ส่งผลให้ชุดปฏิบัติการของ “รือชืก” มีความสุขไปทุกวันกับแสงแดดและอากาศที่บริสุทธิ์ของฤดูใบไม้ผลิ  
 
วันหนึ่งขณะที่ “รือชืก” กำลังหลับอยู่ ทันใดนั้นมันก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับส่งเสียงขู่คำรามอย่างบ้าคลั่งไปทางทิศตะวันออกก่อนจะวิ่งหนีไป โดยไม่รอช้า ทั้งชุดก็ได้เข้าสู่ตำแหน่งรบ  และไม่ถึง 10 วินาที พวกเขาก็อยู่ในสถานะพร้อมรบสูงสุด 

 
สถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม พวกเขามั่นใจว่าสัญชาตญาณของ“รือชืก” ไม่น่าจะพลาด และอึดใจต่อมา เครื่องบินขับไล่ YAK-1 “ยีสตริบกี” ของกองทัพแดงลำหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกพร้อมกับควันที่พวยพุ่งออกมาจากทางด้านหลัง โดยมีเครื่องบิน FW-190 “ฟ็อคเกอร์” ของเยอรมันไล่ตามหลังมา โดยไม่รอช้า พวกเขาก็ได้เปิดฉากยิงเข้าใส่เครื่องบินของเยอรมันทันที และไม่นาน “ฟ็อคเกอร์” ก็ถูกยิงตกห่างจากตำแหน่งของพวกเขาไปเพียง 500-700 เมตร ขณะที่เครื่องบิน “ยีสตริบกี” สามารถบินกลับฐานได้อย่างปลอดภัย 
 
วันรุ่งขึ้นต่อมา มีรถทหารของกองทัพอากาศมาหาพวกเขา บนรถมีทหารและนักบินหลายนาย พร้อมด้วยหีบห่อข้าวของต่างๆเต็มคันรถ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึกที่จารึกอักษรคำว่า “ผมจะขอบคุณใครดี?”  และเมื่อมาถึงนักบินก็ได้กล่าวทักทายและถามว่า “พวกคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมกำลังต้องการความช่วยเหลือ มันรวดเร็วและแม่นยำมาก? ผมได้นำวอดก้า เบคอน บุหรี่ และของขวัญอื่นๆ มามอบให้พวกคุณ เพื่อตอบแทนที่ช่วยชีวิตผมไว้” 

 
เมื่อชุดต่อสู้อากาศยานรับการทักทายแล้วก็ชี้มือไปที่ “รือชืก” และบอกกับนักบินว่า “นั่นไง ขอบคุณเขาได้เลย!”  ซึ่งเมื่อพวกนักบินได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะเนื่องจากคิดว่ากำลังถูกล้อเล่น แต่หลังจากนั้นหัวหน้าชุดก็ได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง พวกเขาจึงได้รู้ความจริงและรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก หลังจากมอบสิ่งของให้กับชุดต่อสู้อากาศยานแล้วพวกเขาก็เดินทางกลับ 

 
วันรุ่งขึ้นคณะนักบินก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับตับสดสองกิโลกรัมมามอบให้แมว ซึ่งพวกเขาต่างก็พากันคิดว่ามันชื่อ “เรดาร์”  แต่ชุดปตอ.ก็ได้บอกพวกเขาว่ามันชื่อ “รือชืก” และจะไม่เปลี่ยนชื่อให้มันแต่อย่างใด  

 
ในเดือนมิถุนายนปี 1945 หลังสงครามยุติ หน่วยต่อสู้อากาศยานก็ได้ถูกยกเลิกและทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนแมวก็ได้ถูกหัวหน้าชุดนำกลับไปเลี้ยงที่บ้านที่เบลารุสซึ่งมันได้ถูกเลี้ยงดูจนสิ้นอายุขัยของมัน. 

By Ivan