เร็วๆนี้กองทัพสหรัฐฯอาจจะได้รับกระสุนจรวดหลายลำกล้องนำวิถี ER GMLRS รุ่นต่อระยะ โดยกระสุนดังกล่าวประสบความสำเร็จในการทดสอบโจมตีเป้าหมายที่ระยะ 80 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามเพนตากอนมองว่าระยะนี้ยังห่างไกลจากแผนที่วางไว้และยังไม่สามารถครองความได้เปรียบต่อรัสเซีย

การขาดอาวุธโจมตีระยะไกลที่ทันสมัยของกองทัพบกเป็นปัญหามานานสำหรับกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งพวกเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตามหลังรัสเซียในเรื่องนี้ ทั้งปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง

การทดสอบได้ดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกทดสอบเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระสุนปืนระเบิดกลางอากาศทันทีหลังจากยิง ต่อมาผู้เชี่ยวชาญได้แก้ไขข้อผิดพลาดจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งที่ 2 ที่สนามฝึก “White Sands” ในนิวเม็กซิโก โดยการทดสอบได้ยิงจากระบบยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ HIMARS ซึ่งเบื้องต้นกระสุนชนิดนี้ใช้ได้แค่กับระบบนี้เท่านั้น

ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ HIMARS ของกองทัพสหรัฐฯ

“ขีปนาวุธนำวิถีใหม่ของเราจะช่วยเพิ่มระยะยิงของจรวดลำกล้องอย่างมีนัยสำคัญ  ซึ่งต่อไปมันจะสามารถใช้ได้กับระบบจรวดหลายลำกล้องรุ่นเก่าแบบ M270 ” นายเกลลา แคมเบล รองประธานแผนกขีปนาวุธของ “ล็อกฮีด  มาร์ติน”  กล่าว

แคมเบลเสริมว่าในการทดสอบมีเป้าหมายให้กระสุนยิงได้ไกล 150 กิโลเมตร ดังนั้นในกรณีนี้หากประสบความสำเร็จ จะหมายความว่า MLRS ของอเมริกายิงได้ไกลที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้วพบว่าเป็นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากระยะดังกล่าวขนาดกระสุนจะใหญ่เกินกว่าที่แพลตฟอร์มข้างต้นจะรองรับ นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายของกระสุนรุ่นธรรมดาของพวกเขาที่มีระยะยิง 60 กิโลเมตรตกอยู่ที่  100,000 ดอลลาร์ต่อ 1 ลูก ซึ่งถ้าหากเป็นระยะ 150 กิโลเมตร เพนตากอนจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล

ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ M270

ER GMLRS (Enhanced Range Guided MLRS) เป็นลูกจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถีขนาด  227 มม. ติดตั้งหัวรบแบบเดี่ยวหรือหลายหัวรบ นำวิถีด้วยระบบแรงเฉื่อยและดาวเทียม ออกแบบมาเพื่อเจาะจงทำลายเป้าหมายเดี่ยวหรือกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็กอย่างแม่นยำ ปัจจุบันมีรุ่นธรรมดาอยู่ในคลังแสงของสหรัฐฯ 50,000 นัด

นอกจากนี้กองทัพอเมริกายังมีต้องการปืนใหญ่เพิ่มเติม โดยเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว (2020) ปืนใหญ่อัตตาจร ERCA ได้ทดสอบโจมตีเป้าหมายระยะทาง 65 กิโลเมตรซึ่งไกลกว่าปืนอัตตาจรหลัก M109 สองเท่า การทดสอบได้ยิงจากปืนใหญ่ XM907 ขนาด 155 มม.  ด้วยกระสุน 2 แบบคือ Excalibur ซึ่งเป็นรุ่นใช้งานและ XM1113 (รุ่นทดสอบ)โดยกระสุนรุ่นทดสอบได้ยิงถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ

ปืนใหญ่อัตตาจร M109

ที่ไปที่มาในการที่กองทัพอเมริกาให้ความสำคัญกับปืนใหญ่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากเมื่อเดือนธันวาคมปี 2017 บริษัท RAND Corporation. หน่วยงานวิจัยเก่าแก่ที่มีบทบาทสูงในการให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงแก่เพนตากอน ได้เปิดเผยข้อมูลผลการวิเคราะห์ความสามารถในการรบของกองทัพรัสเซีย ซึ่ง RAND  ลงความเห็นว่า ในกรณีที่เกิดสงครามกับรัสเซีย พวกรัสเซียจะสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักให้ฝ่ายตรงข้ามโดยที่ไม่ต้องเข้าปะทะในระยะใกล้ และยุทธวิธีโจมตีในระยะไกลจะถูกนำมาใช้ทุกแนวรบ

“รัสเซียมีปืนใหญ่จำนวนมาก ซึ่งพวกเขาได้เปรียบกองทัพตะวันตกในเรื่องนี้ อเมริกามีทหารปืนใหญ่เพียงหน่วยเดียว แต่พวกรัสเซียมีอยู่เต็มไปหมด ทั้งในสังกัดกองพลยิงสนับสนุน กองพลทหารราบ หน่วยยานเกราะ และหน่วยรถถัง ซึ่งพวกเขามักจัดรูปแบบหน่วยรบขนาดใหญ่ด้วยการเสริมปืนใหญ่อัตตาจรเข้าไปในหน่วยต่างๆ หน่วยละ 2 กองพัน และจรวดหลายลำกล้องอีก 1 กองพัน  ถ้ามีการสู้รบเกิดขึ้น กองทัพอเมริกาจะเผชิญกับศัตรูที่มีปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้องจำนวนมหาศาลโจมตีมาจากระยะไกล”

RAND จับตามองการเสริมเขี้ยวเล็บของรัสเซียด้วยจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มม. รุ่นใหม่แบบ “Tornado-S” มาตั้งแต่ปี 2016 มันถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีกลุ่มเป้าหมายในระยะไกล เช่น กองทหาร ,ฐานยิงขีปนาวุธทางยุทธวิธี ,ระบบต่อสู้อากาศยาน, สนามบิน ,ศูนย์สื่อสาร ,ฐานบัญชาการ รวมถึงโครงสร้างทางทหารและโครงสร้างอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมีระยะยิง 120 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างพัฒนาให้ยิงได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร

ขณะเดียวกันระบบจรวดหลายลำกล้องรุ่นก่อนหน้าแบบ “Smerch” ก็โจมตีได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร  

ทั้งนี้ถึงแม้ MLRS ของอเมริกาจะสามาระสามารถยิงขีปนาวุธทางยุทธวิธีแบบ ATACMS ได้ไกลถึง 300 กิโลเมตร แต่รัสเซียก็มี Iskander-M ที่โจมตีเป้าหมายระยะทาง 500 กิโลเมตรเช่นกัน

นอกจากนี้รัสเซียยังมี MLRS รุ่นต่างๆยิบย่อยลงไปอีก เช่น Grads  และ Tornado-G ขนาด122 มม.ซึ่งทั้ง 2 ระบบยิงได้ไกล 42 กิโลเมตร และ “อูรกัน” (เฮอริเคน) ขนาด 220 มม.ระยะยิง 36 กิโลเมตร รวมถึงระบบจรวดเพลิงระยะสั้น TOS-1 และ TOS-2

ขณะที่กองทัพอเมริกานั้นมีเพียง HIMARS และ M270 ขนาด 227 มม. ที่ยิงด้วยกระสุนนำวิถีได้ไกล 60 กิโลเมตร (ครึ่งหนึ่งของ Tornado-S) และกระสุนไม่นำวิถี 40 กิโลเมตร

ส่วนปืนใหญ่ต่างๆก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน แม้กระทั่งปืนใหญ่อัตตาจรหลัก M109A7 ที่ปรับปรุงแล้วก็ยิงได้ไกล 22 กิโลเมตร ซึ่งยังเป็นรอง “Msta-S” จากยุคสหภาพโซเวียตที่ยิงได้ไกล 25 กิโลเมตร ยังไม่รมถึงรุ่นใหม่แบบ “Koalitsiya-SV” ที่ยิงได้ไกล 80 กิโลเมตร.

https://ria.ru/20210315/snaryad-1600907151.html

By Ivan