สื่อ Politico รายงานว่าสหรัฐอเมริกากำลังเสริมการป้องกันทางอากาศให้กับยูเครนด้วยอาวุธของอิสราเอล  

รายงานได้อ้างถึงข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในทำเนียบขาวในการติดตั้งระบบขีปนาวุธ “Iron Dome” ให้กับเคียฟ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันประเทศในปี 2022 อย่างไรก็ตามทำเนียบขาวยังไม่ได้ยืนยันข่าวนี้แต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ยูเครนได้ร้องขอต่อผู้อุปถัมภ์ชาวตะวันตกให้ช่วยติดตั้งระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานที่ทันสมัยเพื่อต่อต้านการรุกรานของรัสเซียมานานแล้ว 

การซื้อที่ไร้ประโยชน์ 

คาดว่าการจัดหาระบบป้องกันทางอากาศให้กับยูเครนจะแยกจากความช่วยเหลือทางทหารมูลค่า 275 ล้านดอลลาร์ที่ทำเนียบขาวอนุมัติในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยข่าวระบุว่า วอชิงตันจะย้ายระบบขีปนาวุธไอรอนโดมจำนวน 2 ระบบที่กระทรวงกลาโหมซื้อมาจากอิสราเอลเมื่อปี 2019 ไปยังเคียฟ ซึ่งไม่สามารถใช้งานร่วมกับระบบของกองทัพได้ เนื่องจากปัญหาด้านซอฟต์แวร์ 

ความต้องการของสส.ในการที่จะส่งมอบของเล่นราคาแพงให้คนอื่นนั้น สามารถหาเหตุผลได้ไม่ยากจากการตอบคำถามด้วยคำถาม ว่าเหตุใดถึงจะต้องใช้เงินไปกับการบำรุงรักษาระบบป้องกันทางอากาศที่ไร้ประโยชน์? ถ้าหากมันสามารถส่งต่อภาระค่าใช้จ่ายไปยังผู้อื่นได้? และนอกจากนี้ การบริจาคอาวุธเก่าให้กับเคียฟก็มีการดำเนินการมาอย่างยาวนานแล้ว เช่นการบริจาคเรือลาดตระเวนชั้น Island ที่ปลดประจำการแล้วจำนวน 2 ลำ  กับรถหุ้มเกราะฮัมวีหลายสิบลำให้กับยูเครน 

แหล่งข่าวของ Politico ระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องช่วยสร้างระบบป้องกันทางอากาศที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพให้กับยูเครน”  

“เราสามารถและควรทำอะไรมากกว่านี้เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคาม  เราต้องเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองให้กับพันธมิตร อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวก็ยังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ ขณะที่การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐสภา” 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอันเดรย์ รูดีนโก รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดหาระบบป้องกันทางอากาศ Iron Dome ให้กับเคียฟว่า  “ยูเครนกำลังเบ่งกล้ามทางการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนหลายอย่างจากภายนอก แต่มันไม่ได้มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศแต่อย่างใด”  

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในที่สุดแล้วทำเนียบขาวจะตัดสินใจสนับสนุนเคียฟ กองทัพยูเครนก็ไม่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้งานอาวุธชนิดนี้ของอิสราเอลได้ เนื่องจากมันเป็นอาวุธที่มีราคาแพงมาก 

อาวุธ “ทองคำ” 

ระบบขีปนาวุธทางยุทธวิธีป้องกันทางอากาศ Iron Dome ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 2000 เพื่อป้องกันขีปนาวุธในระยะ 4 ถึง 70 กิโลเมตร ในการทำงาน เรดาร์อเนกประสงค์จะทำหน้าที่กำหนดวิถีของเป้าหมาย จากนั้นระบบควบคุมจะสั่งยิงไปยังชุดปล่อยขีปนาวุธได้พร้อมกัน 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดมีจรวด Tamir อยู่ 20 ลูก เพื่อจัดการกับเป้าหมาย  ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา “Iron Dome” ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นระบบป้องกันที่น่าเชื่อถือ โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของขีปนาวุธที่ผ่านเข้าในพิสัยของมันถูกยิงตก 

“Iron Dome” ถูกใช้ครั้งล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาในการรับมือกับจรวดของกลุ่มติดอาวุธฮามาส ทั้งนี้ตามรายงานของกองทัพอิสราเอลระบุว่า เป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามต่อเมืองของอิสราเอลได้ถูกทำลายเกือบหมด อย่างไรก็ตาม มีข้อบ่งชี้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวไอรอนโดมได้ทำงานจนถึงขีดจำกัดของมัน ซึ่งไม่รู้ว่าถ้าหากต้องดำเนินการแบบสุดความสามารถต่อไปอีกสองหรือสามสัปดาห์ผลลัพธ์จะจบลงอย่างไร    

กลุ่มฮามาสใช้จรวดราคาถูกที่มีขนาดใหญ่ โดยจรวดโฮมเมดแบบ “กัซซัม” หนึ่งลูกมีราคาประมาณหนึ่งพันเหรียญ หรือสูงสุดก็ไม่เกิน 2,000 เหรียญ ขณะที่ราคาของจรวด Tamir ตกอยู่ที่ลูกละ 50,000-60,000 ดอลลาร์ ขณะเดียวกัน เพื่อรับประกันการทำลายเป้าหมาย จะต้องยิงจรวด 2 นัด ต่อการโจมตี 1 เป้า  ทั้งนี้มีข้อมูลว่าในช่วง 11 วันของสงคราม อิสราเอลสูญเสียเงินมากถึง 150 ล้านดอลลาร์ไปกับขีปนาวุธ ซึ่งมูลค่าดังกล่าว แม้แต่ประเทศที่มีงบประมาณทางทหาร 20,000 ล้านดอลลาร์ ก็ยังถือว่าหนักหนาสาหัสเป็นอย่างมาก ไม่ต้องพูดถึงยูเครนที่มีงบประมาณน้อยกว่านั้นถึง 4 เท่า 

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว 

แม้จะมีข้อจำกัดนานาประการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ยูเครนหยุดเพ้อฝันถึงอาวุธวิเศษจากต่างประเทศแต่อย่างใด โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พลเอกอันเดรย์ ตาราน รัฐมนตรีกลาโหมของยูเครนได้พูดถึงระบบ Iron Dome ว่า  “เหตุการณ์ในอิสราเอลได้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของระบบป้องกันขีปนาวุธ”  

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของรัสเซียนั้นห่างไกลจากกลุ่มฮามาสหลายขุม ขณะที่ประสิทธิภาพของระบบป้องกันทางอากาศของอิสราเอลในการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังขา ซึ่งแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญของอเมริกาเองก็เห็นพ้องกับประเด็นนี้เช่นกัน 

นายไมเคิล กอฟแมน ผู้เชี่ยวชาญจาก American Center for Naval Analysis กล่าวว่า “ในการเผชิญหน้ากับรัสเซีย Iron Dome จะมีประสิทธิผลในการปฏิบัติการที่จำกัด  ซึ่งอันที่จริงรัสเซียใช้แค่จรวดหลายลำกล้องก็เพียงพอแล้ว แน่นอนว่า Iron Dome จะป้องกันศูนย์บัญชาการหรือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้ แต่อูเครนไม่น่าจะสามารถรับมือได้นาน” 

พลเอกอเล็กซีย์ ลีอานกอฟ ผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อสปุตนิกว่า ปัจจุบันมีเพียงระบบป้องกันทางอากาศที่ผลิตจากสหภาพโซเวียตเท่านั้นที่ประจำการอยู่ในกองทัพยูเครน ซึ่งหลังจากตัดสัมพันธ์กับรัสเซีย ห่วงโซ่อุปทานของกระสุนและชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆก็พังทลายลง ขณะเดียวกันระบบป้องกันทางอากาศของอูเครนก็ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เคียฟจึงพยายามดิ้นรนขอความช่วยเหลือจากตะวันตก แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ 

ในปี 2018 นายวาเลนติน บัดรัก หัวหน้าศูนย์วิจัย พัฒนา และปรับปรุงอาวุธของกองทัพของยูเครนกล่าวว่า การได้รับระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแพทริออตจากสหรัฐอเมริกา จะช่วยเร่งกระบวนการเข้าสู่นาโต้ของยูเครนให้เร็วขึ้น  แต่แล้วในเดือนเมษายน ปี 2021 ที่ผ่านมา นายอันเดรย์ ยาร์มาก หัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดียูเครน ก็ได้แสดงความเสียใจที่สหรัฐฯ ตัดสินใจนำระบบดังกล่าวไปติดตั้งในโปแลนด์ ทั้งๆที่ควรจะเป็นยูเครน 

ทุกครั้งที่ผ่านมา วอชิงตันจะทอดทิ้งคำขอของเคียฟโดยปราศจากคำตอบเสมอ อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ถ้าหากสภาคองเกรสอนุมัติบริจาค Iron Dome ให้ยูเครน ก็จะเป็นการได้นกสองตัวด้วยก้อนหินเพียงก้อนเดียว  ประการแรก คือได้ภาพที่สวยงามในการสนับสนุนพันธมิตร ซึ่งจะช่วยให้ภาพลักษณ์ของอเมริกาดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่หนีออกมาจากอัฟกานิสถาน ประการที่สอง เป็นการลดภาระในการดูแลรักษาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น ซึ่งอเมริกามั่นใจว่า Iron Dome ไม่น่าจะให้กองทัพยูเครนได้เปรียบในสนามรบ นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่ต้องกังวลว่าจะมีปฏิกิริยารุนแรงจากมอสโก. 

https://ria.ru/20210921/kupol-1751018360.html

By Ivan