เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพนตากอนได้เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธที่ทันสมัย โดยได้เลือกให้ Lockheed Martin และ Northrop Grumman เป็นผู้พัฒนาภายใต้ชื่อรหัสโครงการ NGI (Next-Generation Interceptor) ซึ่งเพนตากอนมั่นใจว่าโครงการนี้จะทำให้อเมริกามีขีดความสามารถในการยิงสกัดขีปนาวุธรุ่นใหม่ของรัสเซียและจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพนตากอนตั้งความหวังไว้ว่า ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพจะสามารถเข้าประจำการได้ภายในทศวรรษนี้ ​​(2020) และจะกลายเป็นกำลังหลักของระบบป้องกันขีปนาวุธของอเมริกา การติดสินใจพัฒนาระบบป้องกันขึ้นมาใหม่เนื่องจากเพนตากอนวิเคราะห์แล้วว่า ระบบ ICBM รุ่นใหม่ของรัสเซียและจีนนั้น ยากต่อการสกัดกั้นด้วยระบบป้องกันขีปนาวุธภาคพื้นดิน (Ground-Based Midcourse Defense – GMD) ที่มีอยู่

โครงการ NGI เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเมื่อสำนักงานป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ (MDA) ได้หารือกับบรรดาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เกี่ยวกับทางเลือกต่างๆในโครงการพัฒนาอาวุธสกัดกั้นรุ่นใหม่ ซึ่งสภาคองเกรสได้จัดสรรเงินงบประมาณจำนวน 4.9 พันล้านดอลลาร์สำหรับการพัฒนาและสร้างระบบต่อต้านขีปนาวุธใหม่ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ 5 ปี โดยงานนี้ผู้เข้าร่วมแข่งขันมีทั้ง ล็อกฮีด มาร์ติน และ นอร์ทธรอป กรัมแมน และ โบอิ้ง แต่เพนตากอนได้เลือกเพียง 2 รายคือ ล็อกฮีด มาร์ติน กับ นอร์ทธรอป กรัมแมน

พลเรือโท จอห์น ฮิลล์ ผู้อำนวยการ MDA กล่าวว่า “การที่บริษัท 2 บริษัท ร่วมมือกันพัฒนาโครงการนี้ จะทำให้สำนักงานป้องกันขีปนาวุธได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งหลังจากโครงการสำเร็จแล้ว มันจะเป็นกำลังหลักของระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯในทศวรรษที่ 2030  คาดว่าเมื่อถึงตอนนั้น มันจะมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะตอบโต้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามยิงใส่เรา”

หลังการอนุมัติโครงการ ระบบดังกล่าวยังคงเป็นความลับและยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคใดๆ อย่างไรก็ตามเพนตากอนได้ย้ำว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธรุ่นใหม่ต้องสามารถยิงสกัดหัวรบที่ทันสมัยที่สุดรวมถึงหัวรบไฮเปอร์โซนิกได้ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า NGI จะถูกสร้างขึ้นโดยพิจารณาถึงภัยคุกคามจากขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “อวันการ์ด” ของรัสเซียเป็นหลัก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่ชัดเจนว่าอเมริกาจะสามารถสกัดกั้นหัวรบที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับหลบหลีกระบบต่อต้านได้อย่างไร เนื่องจากวิถีของหัวรบ “อวันการ์ด” นั้น แทบไม่สามารถคาดเดาได้เลย

ปัจจุบันกำลังหลักของระบบป้องกันขีปนาวุธข้ามทวีปของสหรัฐฯคือ ระบบป้องกันขีปนาวุธภาคพื้นดิน (GMD) ประมาณ 60 ลูกที่อยู่ในอลาสก้าและแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะสกัดกั้นขีปนาวุธขณะโคจรเท่านั้น โดยอาศัยระบบเตือนภัยล่วงหน้าและระบบเรดาร์เพื่อตรวจจับและติดตาม อย่างไรก็ตาม จากการทดสอบพบว่าระบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ โดยสามารถยิงขีปนาวุธได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นในการฝึกซ้อม

อเมริกาพยายามอย่างยิ่งยวดมาโดยตลอดที่จะปรับปรุงพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธข้ามทวีป ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ดำเนินโครงการ Multi-Object Kill Vehicle (MOKV) แต่จากการทดสอบพบว่าระบบไม่สามารถใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ  ต่อมาได้มีการเปิดตัวโครงการใหม่ชื่อ Redesigned Kill Vehicle (RKV) ซึ่งมีการจัดสรรเงินจำนวนถึง 5.8 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการนี้ โดยมีบริษัท Raytheon, Boeing และ Lockheed Martin เป็นผู้ดำเนินงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จถูกกำหนดไว้ภายในปี 2025 แต่แล้วในเดือนสิงหาคมปี 2020 โครงการก็ถูกยกเลิกด้วยเหตุผลด้านปัญหาในการออกแบบ

หลังจากนั้นเพนตากอนก็ประกาศว่า จะไม่ลงทุนอะไรอีกแล้วกับการปรับปรุงระบบ GMD ให้ทันสมัย จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และเมื่อถึงตอนนั้นจะสร้างระบบใหม่ขั้นมาทั้งหมด แต่ตอนนี้งบประมาณจะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างการป้องกันขีปนาวุธโดยวิธีการอื่นที่มีอยู่

ทั้งนี้วิธีการอื่นๆที่สหรัฐหมายถึงก็คือระบบเอจิสของเรือรบและระบบต่อต้านขีปนาวุธแบบมาตรฐาน ซึ่งส่วนใหญ่ตอนนี้ปฏิบัติการอยู่ในเขตมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าเรือพิฆาต Arlie Burke และเรือลาดตระเวน Ticonderoga จะรับหน้าที่ติดตั้งระบบเพิ่มเติมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเฝ้าระวังในพื้นที่แถบนอกชายฝั่งอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวก็ยังมีปัญหาอีก เนื่องจากระบบสกัดกั้นแบบมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ออกแบบมาเพื่อป้องกันขีปนาวุธพิสัยใกล้และพิสัยกลางเท่านั้น โดยไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธข้ามทวีปได้ ซึ่งหน่วยงานป้องกันขีปนาวุธได้ตั้งข้อสังเกตุจากการทดสอบว่า ระบบสกัดกั้นแบบมาตรฐานรุ่น SM-3 Block IIA น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเมื่อปีที่แล้วพวกเขาได้ทดสอบยิงเป้าหมายจำลองที่บริเวณหมู่เกาะฮาวาย

นอกจากระบบเอจิสที่ติดตั้งกับเรือรบสำหรับใช้งานทางทะเลแล้ว อเมริกายังมีรุ่นใช้งานบนบก โดยติดตั้งอยู่ในฮาวาย โปแลนด์และโรมาเนีย ซึ่งอเมริกาเคยมีแผนที่จะติดตั้งในญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน แต่โตเกียวได้ปฏิเสธแผนการนี้

นอกจากนี้อเมริกายังมีระบบต่อต้านขีปนาวุธภาคพื้นดินระยะสั้นแบบ THAAD ซึ่งติดตั้งอยู่ที่เกาหลีใต้และเกาะกวม โดยเมื่อปีที่แล้วหน่วยงานป้องกันขีปนาวุธได้ขออนุมัติเงิน 273 ล้านดอลลาร์เพื่อปรับปรุงอาวุธเหล่านี้ ซึ่งคาดว่า THAAD จะถูกปรับปรุงเพื่อนำไปใช้ในภารกิจยิงสกัดหัวรบจากขีปนาวุธระยะสุดท้าย แต่ไม่มีรายงานว่าต้องใช้กี่ระบบถึงจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของอเมริกา

การทดสอบขีปนาวุธ A-235 “นูดัล” ของรัสเซีย

อเมริกาเพิ่งเริ่มสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธรุ่นใหม่ในขณะที่รัสเซียพัฒนาด้านนี้ไปไกลมากแล้ว โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา (2020) กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธ A-235 “นูดัล” ที่ไซต์ทดสอบ ซาร์รี่ชาแกน ในคาซัคสถาน ซึ่งระบบนี้สามารถป้องกันได้ครอบคลุมถึงมอสโกและเขตอุตสาหกรรมทั้งหมดในภาคกลาง  ที่สำคัญคือระบบเป็นแบบเคลื่อนที่ ทำให้ง่ายต่อการนำไปประจำการในทุกพื้นที่ของประเทศ.

อันเดรย์ โกตส์

https://ria.ru/20210403/pro-1603985677.html

By Ivan