16 มีนาคม 1935 สองปีหลังจากฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ”กฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองกำลังแวร์มัคท์” ก็ได้ถูกสร้างขึ้น  ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน กองทัพแดงได้จัดซ้อมรบขนาดใหญ่ขึ้นที่เคียฟโดยมีผู้แทนจากกองทัพอังกฤษ ฝรั่งเศส และเชโกสโลวักเข้าร่วมสังเกตุการณ์  หลังเสร็จสิ้นการซ้อมรบแม้จะมีข้อกังขาหลายอย่างจากต่างชาติ (โดยเฉพาะเกี่ยวกับยุทธวิธีของกองทัพแดง) แต่ในภาพรวมก็สร้างความประทับใจให้แก่ชาติต่างๆเหล่านั้น  สหภาพโซเวียตแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญและพลังอำนาจที่จะสามารถช่วยรักษาเสถียรภาพของยุโรป ท่ามการเติบโตของกองทัพเยอรมนีที่นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ  ในเวลาต่อมาสนธิสัญญาช่วยเหลือกันหากถูกรุกรานระหว่างสหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส และเชโกสโลวะเกีย ก็ได้เกิดขึ้น

การซ้อมรบครั้งใหญ่ของสหภาพโซเวียตเมื่อวันที่ 12 กันยายน 1935
การลงนามในข้อตกลงโซเวียต – ฝรั่งเศส – เชโกสโลวัก เกี่ยวกับความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 
ภาพ: gigamir.net

ฤดูใบไม้ผลิปี 1938  สถานการณ์ทางการเมืองในยุโรปเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ คืนวันที่ 12 มีนาคม กองทัพเยอรมันส่งทหารเข้ายึดครองออสเตรีย แต่เหตุการณ์ผ่านไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีการต่อต้านและผลกระทบใดๆตามมา  เกี่ยวกับเรื่องนี้มีบันทึกจากนายโจเซฟ วิมเมอร์ ชาวออสเตรีย ว่า “การเข้ามาของทหารเยอรมันเป็นไปอย่างราบรื่น  ช่วงเวลานั้นทั่วประเทศเกิดปัญหาการว่างงาน การมาถึงของชาวเยอรมันทำให้เรามีความหวังว่าจะมีงานทำ ”  

จากนั้นประเทศที่พูดภาษาเยอรมันมากเป็นอับดับสองและเป็นบ้านเกิดของฮิตเลอร์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน ที่สำคัญที่สุดมันได้กลายเป็นที่ตั้งกองกำลังขนาดใหญ่ของนาซี

  • เดือนกันยายนปี 1939 กองพลทหารราบที่ 45 ของเยอรมัน บุกโจมตีโปแลนด์แบบสายฟ้าแลบและได้รับชัยชนะในเวลาอันรวดเร็ว

    – เดือนมิถุนายน 1940 เยอรมันบุกดโจมตีฝรั่งเศส

    –เดือนกรกฎาคม 1940 กองทัพเยอรมันเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออังกฤษในยุทธการบริเตนใหญ่

การทิ้งระเบิดได้สร้างความขวัญเสียให้กับชาวอังกฤษเป็นอย่างมาก  พวกเขาเผชิญกับการโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดครั้งแรกจากเรือเหาะของเยอรมันตั้งแต่ปี 1916  ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านมากว่า 20 ปี การโจมตีทางอากาศได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อถูกโจมตีทางอากาศในสงครามครั้งใหม่นี้ ทำให้ชาวอังกฤษถึงกับขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูก

จริงๆแล้วอังกฤษเริ่มตื่นตัวและหวาดระแวงการถูกทิ้งระเบิดตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2  หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกเขาตระหนักว่า การโจมตีทางอากาศจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าสะพรึงกลัวและจะเลวร้ายลงไปอีกถ้าเป็นการโจมตีด้วยอาวุธเคมี

ย้อนไปเมื่อปี 1934  วินสตัน เชอร์ชิลล์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอังกฤษคนต่อไป ผู้ซึ่งมีนิสัยขี้กลัวและเป็นกระต่ายตื่นตูม ได้ประเมินความสูญเสียในกรณีที่ลอนดอนถูกโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดว่า ช่วง 10 วันแรกจะมีคนตายราว 30,000-40,000 คน    ต่อมาในปี 1936 เขาได้ประเมินตัวเลขใหม่ว่าคนตายอาจจะมีมากกว่า 150,000 คนในสถานการณ์เดียวกัน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันทางอากาศจึงมีความสำคัญยิ่ง 

อย่างไรก็ตามเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศอังกฤษเวลานั้นก็ยังห่างไกลจากความพร้อมทั้งปริมาณและคุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเนวิลล์ แชมเบอร์เลน ของอังกฤษได้ทราบถึงปัญหาเป็นอย่างดีและพยายามครุ่นคิดหาทางแก้ไขอยู่ตลอดเวลา

เดือนกันยายน 1938 ได้เกิดเหตุการณ์วิกฤตในเชโกสโลวักขึ้น แชมเบอร์เลน ผู้เข้มแข็งและกระตือรือร้นได้ใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการสร้างความตื่นตัวให้กับนายกรัฐมนตรี  เอดัวร์ ดาลาดีเย ของฝรั่งเศส  การกระตุ้นเป็นไปอย่างได้ผล  นโยบายของฝรั่งเศสในภายหลังได้สอดคล้องกับคำแนะนำของอังกฤษทุกประการ  (ก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสและอังกฤษต่างก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความสูญเสียอย่างหนักในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งคู่ต่างเบื่อหน่ายและขาดความกระตือรือร้นที่จะทำสงครามใดๆ แม้ว่าสงครามใหญ่ครั้งใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในยุโรปก็ตาม)

 เหตุผลอย่างเป็นทางการของเยอรมันที่ต้องการยึดครองแคว้นสุเดเทนของเชโกสโลวะเกียนั้นอ้างว่ามีสาเหตุมาจากการปะทะกันระหว่างชาวเยอรมันในแคว้นสุเดเทนกับทางการเช็ก   อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงแล้วฮิตเลอร์ตระหนักดีว่าเชโกสโลวะเกียมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและทางทหาร เขากังวลว่าหากสงครามเริ่มขึ้น เช็กจะกลายเป็นฐานสำคัญในการทิ้งระเบิดโจมตีเยอรมนีทางตอนใต้ วิกฤตินี้ทำให้เนื้อหาในสนธิสัญญาที่ลงนามระหว่างฝรั่งเศส เชโกสโลวะเกีย และสหภาพโซเวียตในปี 1935 มีเค้าลางที่จะเป็นจริงขึ้นมา

ฮิตเลอร์จับตามองความก้าวหน้าอุตสาหกรรมทางทหารของเพื่อนบ้านอย่างไม่คลาดสายตา  ฉากหน้าเขาพยายามใช้การเจรจาในการแก้ปัญหาสุเดเทน แต่ฉากหลังเขาได้วางแผนการณ์บุกเชโกสโลวะเกียขึ้นมาในชื่อรหัส “กรึน” ปฏิบัติการนี้อยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่าการโจมตีที่ฉับพลันและรุนแรงจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อศัตรูและนำไปสู่การได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว 

ความพยายามที่จะรักษาสันติภาพอย่างยิ่งยวดไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไรก็ตามของแชมเบอร์เลนและดาลาดิเอร์กลับกลายเป็นต้นเหตุให้ยุโรปก้าวไปสู่การเผชิญหน้ากับฮิตเลอร์ในที่สุด  เดือนกันยายน 1938 แทนที่พวกเขาจะปักหลักยืนเคียงข้างปกป้องเช็ก กลับเรียกร้องให้รัฐบาลของ แอ็ดวาร์ต แบแน็ช ผู้นำเช็กยอมมอบดินแดน สุเดเทน ให้เยอรมนี  อย่างไรก็ตามความกลัวของพวกเขาไม่สามารถหลบซ่อนจากสายตาอันสอดรู้สอดเห็นของฮิตเลอร์ได้ ท่าทีนี้ทำให้แผนการรุกรานประเทศอื่นๆผุดขึ้นมาในหัวของฮิตเลอร์อีกมากมาย

แชมเบอร์เลน (ซ้าย) และ ฮิตเลอร์ (ขวา) บรรลุข้อตกลงในสนธิสัญญามิวนิก กันยายน 1938

วิกฤตการณ์ในเชโกสโลวะเกียได้ส่งปฏิกิริยาโดยตรงไปถึงสหภาพโซเวียต  โซเวียตทำการระดมกำลังทหาร 30 กองพล ,ทหารม้า 10 กองพล  กองทัพอากาศได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมขั้นสูง  ผู้นำโซเวียตมีความเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทางทหารที่ลงนามร่วมกับเช็กอย่างไม่มีเงื่อนไข ว่าจะช่วยเหลือกันหากคนใดคนหนึ่งถูกรุกราน  แต่แล้ววันที่ 28 กันยายน ผู้นำอังกฤษและฝรั่งเศสกลับเดินทางไปพบฮิตเลอร์เพื่อสรุปข้อเสนอที่จะมอบดินแดนของเชโกสโลวักให้เยอรมันโดยที่ผู้นำโซเวียตและผู้นำเช็กไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆในการเจรจาและตัดสินใจ

โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต

 การประชุมในบาวาเรียฮิตเลอร์ประกาศก้องว่าต้องยกดินแดนสุเดเทนให้เยอรมันโดยทันที  ไม่เช่นนั้นวันที่ 1 ตุลาคม เขาจะทำการบุกเชโกสโลวะเกีย งานนี้ทั้งแชมเบอร์เลนและดาลาดิเอร์ต่างตกอย่ในสถานะที่ไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย ในที่ประชุมไม่มีทั้งผู้นำสหภาพโซเวียตและผู้นำเช็กหรือแม้แต่ผู้แทนใดๆของทั้งสอง  ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือสุดท้ายแล้วฮิตเลอร์ก็ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะหยุดอยู่แค่นั้น เช็กผู้โดดเดี่ยวจำต้องยกดินแดนให้ฮิตเลอร์และเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาถูกโปแลนด์และฮังการีเรียกร้องขอดินแดนเช่นเดียวกับเยอรมันในเวลาต่อมา ผลของข้อตกลงมิวนิกทำให้ชาวเช็คต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง

ชาวตะวันตกได้ประเมินข้อตกลงมิวนิกอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นความล้มเหลวด้านนโยบายและการทูตอย่างแท้จริงของบริเตนใหญ่และฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาคำว่า “มิวนิก” ได้กลายเป็นคำตลกขบขันทางการทูตที่ให้ความหมายว่า “การยอมจำนนและความล้มเหลว”สำหรับชาวตะวันตกในเวลานั้น.

ที่มา: จากหนังสือ История Великой Отечественной войны 1941–1945 гг.

โปรดติดตามตอนต่อไป. 

By Ivan