ปืนใหญ่ขนาด 130 มม. แบบ   A-192M “อาร์มัต” บนเรือรบฟริเกตชั้นการ์ชกอฟ

RIA Novosti: อันเดรย์ โกตส์

เมื่อไม่นานมานี้โรงงานผลิตปืนใหญ่ “อาร์เซนอล (Арсенал)” ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้เปิดตัวปืนใหญ่ขนาด 130 มม. แบบ   A-192M “อาร์มัต” สำหรับเรือฟริเกต โปรเจกต์-22350 และ 22350M รวมถึงเรือชั้นอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า

ปัจจุบัน”อาร์เซนอล” ได้ผลิตปืนใหญ่ดังกล่าวขึ้นมาแล้ว จำนวน 3 ระบบ ขณะที่มีสัญญาการสั่งซื้อเพิ่มอีก 3 ระบบ 

การพัฒนาได้ออกแบบมาเพื่อติดตั้งใช้งานกับเรือรบที่มีระวางตั้งแต่ 2,000 ตันขึ้นไป เช่นเรือฟริเกต อัดมิรัล การ์ชโกฟ และ อัดมิรัล กาซาตานอฟ  ที่ปัจจุบันได้ติดตั้งปืนใหญ่ชนิดนี้อยู่แล้ว โดย A-192M  ถือเป็นปืนขนาดกลางที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือรัสเซียในขณะนี้

ก่อนหน้านี้กองทัพเรือรัสเซียได้ใช้งานปืนใหญ่ 130 มิลลิเมตรลำกล้องคู่แบบ  AK-130 ติดตั้งกับเรือรบ โปรเจ็กต์-1164 (สลาวา-คลาส) ,โปรเจกต์-1144 (คิรอฟ-คลาส) ,โปรเจ็กต์-1155.1(อูดาลอย-คลาส) และโปรเจ็กต์-956 (ซารืช-คลาส) ซึ่งทั้งหมดเป็นล้วนเป็นเรือรบขนาดใหญ่ ขณะที่เรือรบที่มีขนาดเล็กลงไปไม่สามารถติดตั้งปืนชนิดนี้ได้เนื่องจากใช้พื้นที่มากและมีน้ำหนักมากเกือบ 90 ตัน

A-192M ออกแบบและพัฒนาต่อยอดจาก AK-130 แต่ลดจำนวนลำกล้องลงจาก 2 กระบอกเป็น 1 กระบอก ซึ่งแม้อำนาจการยิงจะลดลง แต่น้ำหนักปืนก็ลดลงตามไปด้วย (จาก 90 ตัน เหลือ 25 ตัน) จึงทำให้ A-192M สามารถติดตั้งบนเรือรบที่มีขนาดค่อนเล็กได้  นอกจากนี้มันยังมีระบบป้อนกระสุนอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ สามารถบรรจุกระสุนทั้งหมด จำนวน 478 นัด ได้เอง โดยที่ไม่ต้องมีคนคอยดำเนินการใดๆ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการยิงและเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ได้เป็นอย่างมาก

A-192M เป็นปืนใหญ่อเนกประสงค์ที่สร้างขึ้นโดยมีองค์ประกอบของเทคโนโลยีล่องหน สามารถยิงเป้าหมายได้ทุกมิติ ทั้งบนบก ในทะเล และในอากาศ ปรับทิศทางการยิงได้ 180 องศา ปรับมุมยิงได้ -15 ถึง 80 องศา  มีเจ้าหน้าที่ประจำปืน 5 คน แต่การดำเนินการส่วนใหญ่เป็นแบบอัตโนมัติ ระยะยิงที่มีประสิทธิภาพสำหรับเป้าหมายในทะเลอยู่ที่ 23 กิโลเมตร เป้าหมายทางอากาศ 18 กิโลเมตร อัตราการยิงสูงสุด 30 รอบต่อนาที ใช้กระสุนชนิดเดียวกันกับ AK-130  เช่น กระสุนหัวรบแรงสูง F-44 สำหรับโจมตีเป้าหมายบนบก หรือกระสุน ZS-44 , ZS-44R สำหรับโจมตีเป้าหมายทางอากาศซึ่งสามารถทำลายขีปนาวุธใดๆได้ในรัศมี 8-15 เมตรจากจุดระเบิด นอกจากนี้ยังมีการวางแผนพัฒนากระสุนชนิดใหม่ๆ เช่นกระสุนนำวิถี ทั้งแบบกิริยาและแบบปฏิกิริยา ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบอย่างมีนัยสำคัญ 

ระบบควบคุมการยิงเป็นระบบใหม่ล่าสุดแบบ “Puma” พัฒนาโดยสำนักออกแบบ “อเมทิสต์” ติดตั้งโมดูลออปโตอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย  ประกอบด้วยเรดาร์ กล้องเล็งอัตโนมัติ และแพลตฟอร์มไจโรที่มีความเสถียร ค้นหาเป้าหมายได้ไกล  60 กิโลเมตร สามารถยิงเป้าหมายได้ในคราวเดียว 4 เป้าหมายโดยใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งวินาทีในการสลับสับเปลี่ยนเป้าหมาย ขณะที่ระบบที่คล้ายกันได้มีการติดตั้งใช้งานกับปืนใหญ่ขนาด 100 มม. แบบ  A-190 บนเรือรบขนาดเล็กที่มีระวางน้อยกว่า 2,000 ตัน เช่น เรือคอร์เวต โปรเจ็กต์-20380 และ เรือขีปนาวุธขนาดเล็ก โปรเจ็กต์-21631

ปัจจุบันมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าปืนใหญ่ไม่ใช่อาวุธหลักของเรืออีกต่อไป เนื่องจากเมื่อกลางศตวรรษที่ผ่านมา เรือรบประจัญบานได้สูญเสียตำแหน่งเจ้าแห่งมหาสมุทรให้กับเรือบรรทุกเครื่องบิน พร้อมๆกับการมาถึงของยุคขีปนาวุธต่อต้านเรือซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าปืนใหญ่เป็นของล้าสมัยและควรอยู่ในพิพิธภัณธ์ 

อย่างไรก็ตามยังมีบางคนที่มีความเห็นต่างออกไป เช่นนาย อเล็กซีย์ ลีอานกอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร ที่ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าปืนใหญ่เรือเป็นของล้าสมัยในปัจจุบัน แน่นอนว่าอาวุธหลักของเรือรบในยุคนี้คือจรวด แต่อย่าลืมว่ามันสามารถบรรทุกไปได้จำนวนจำกัด ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้งานเพียงพอหรือไม่ และถ้าเกิดยิงจนหมดแล้วจะต้องทำยังไงต่อล่ะ? จะยอมแพ้เลยอย่างนั้นหรือ?”

สุดท้ายแล้วแม้จะมีข้อโต้แย้งต่างๆมากมาย แต่ปืนใหญ่ก็จะยังคงอยู่คู่กับเรือรบไปอีกนาน เพราะกระสุนของมันสามารถสร้างสรรค์เพื่อใช้ในภารกิจต่างๆได้หลากหลาย ทั้งป้องกันทางอากาศและยิงสนับสนุนบนบก ที่สำคัญคือ  กองทัพเรืออเมริกาเองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกใช้ ในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อไปมันจะถูกพัฒนาให้สามารถยิงเป้าเคลื่อนที่ความเร็วสูงได้หรือแม้กระทั่งเป้าหมายทางอากาศที่มีความเร็วเหนือเสียงด้วยเช่นกัน

ปืนใหญ่ ขนาด 127 มม. แบบ Mark 45 Mod.4 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ

ตอนนี้เรือลาดตระเวนและเรือพิฆาตของอเมริกามีการติดตั้งปืนใหญ่ Mark 45 ขนาด 127 มม. ซึ่งประจำการมาตั้งแต่ปี 1971 แต่ก็ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเรื่อยมา หลังการปรับปรุงเมื่อปี 2000 มันได้กลายเป็นรุ่น Mark 45 Mod.4 ที่ทันสมัย สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 40 กิโลเมตร รวมทั้งยิงขีปนาวุธนำวิถีได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปี 2018 เรือพิฆาต Dewey ได้ประสบความสำเร็จในการยิงทดสอบ Mark 45 Mod.4 ระหว่างการฝึกด้วยกระสุน HVP (Hyper-velocity Projectile) ที่มีความเร็วถึง 3 มัค ในระยะ 56 กิโลเมตร ซึ่งกระสุนได้ยิงถูกเป้าอย่างแม่นยำ

https://ria.ru/20210327/pushka-1602974637.html

By Ivan