บทความของ นายดมิทรี มีดเวดีฟ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

RIA Novosti  23.04.2021

ซุนวูกล่าวไว้ว่า “การหลีกเลี่ยงการสู้รบกับกองทัพขนาดใหญ่ไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นความขี้ขลาด แต่เป็นความฉลาดที่ได้พาตัวเองหลีกหนีจากสิ่งที่ไม่มีวันได้เปรียบ”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนจากการแข่งขันไปสู่การเผชิญหน้า อันที่จริงได้หวนกลับไปสู่ยุคของสงครามเย็น แรงกดดันจากการคว่ำบาตร การคุกคาม การเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง การปกป้องผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัว ทั้งหมดนี้นำพาโลกเข้าสู่สภาวะไร้เสถียรภาพอย่างสิ้นเชิง

เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาเป็นเวลานาน สิ่งนี้เรียกว่าวิกฤต วิกฤตการณ์ดังกล่าวเป็นเหมือนดินปลูกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากที่จะก่อให้เกิดช่วงเวลาที่รุนแรงยิ่งขึ้นของความสัมพันธ์ซึ่งเรียกว่า “วิกฤตในวิกฤต” ในสถานการณ์เช่นนี้การดำเนินการใดๆด้วยขั้นตอนที่ไม่ถูกต้อง การขาดความอดทน ขาดความความเข้าใจเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับน้ำหนักของคำพูดแต่ละคำไม่เพียงแต่จะผลักให้สองประเทศตัดขาดจากกันเท่านั้น แต่ยังทำให้ทั้งโลกจมลงสู่ก้นบึ้งของปัญหาที่ยากที่สุดโดยยืนประจันหน้ากับการปะทะทางทหารโดยตรง

สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ร่วมของเรา จริงอยู่ที่ช่วงเวลาค่อนข้างแตกต่างจากตอนนี้และโรงละครเก่าคือทะเลแคริบเบียน แต่สาระสำคัญของสิ่งที่เกิดขึ้นกลับคล้ายกันอย่างมาก

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯในเวลานั้นบังคับให้ประเทศของเราต้องตอบโต้อย่างสมมาตร สิ่งนี้ปรากฏให้เห็นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 และต้นทศวรรษที่ 1960 จากการติดตั้งขีปนาวุธของอเมริกาในตุรกี เวียดนามใต้ และเลบานอน เกมส์การเมืองที่ซุ่มซ่ามจนก่อให้เกิดการปฏิวัติในคิวบา กระทั่งความพยายามที่จะยึดครองเกาะแห่งเสรีภาพกลับคืนมา รวมทั้งอื่นๆ อีกมากมาย

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย การรณรงค์ต่อต้านรัสเซีย นโยบายของอเมริกาต่อเพื่อนบ้านของเรา การประชิดพรมแดนของเราโดยนาโต้ การต่อต้านโครงการ Nord Stream 2 ความกังวลต่อกิจกรรมในเส้นทางทะเลเหนือของประเทศเรา ปัญหายูเครน และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งต่างๆเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ปรากฏให้เห็นเป็นประจำทุกวัน

รัสเซียในปัจจุบันเป็นดั่งเช่นสหภาพโซเวียตในอดีตที่สามารถทัดเทียมกับอเมริกาได้ทุกอย่างในแง่ของระดับการสร้างภัยคุกคามต่อฝ่ายตรงข้าม

ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 อเมริกาตอบโต้การติดตั้งขีปนาวุธเชิงกลยุทธ์ของสหภาพโซเวียตในคิวบา อย่างที่ทราบกันดีว่าสหรัฐฯได้เดินหน้าเข้าสู่การเผชิญหน้าด้วยการส่งเรือรบเข้าปิดล้อมเกาะและเตรียมการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบ วิกฤตนี้เรียกว่าวิกฤตแคริบเบียน ซึ่งก่อให้เกิดประเด็นหลักขึ้นมาอีก 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือการสะท้อนคำตอบในระยะยาวว่าไม่ใช่แค่การมาของขีปนาวุธในพื้นที่นอกชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือการแสดงให้ตะวันตกเห็นถึงขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานของเราในการปรับใช้ฐานทัพทุกแห่งในโลกภายในระยะเวลาอันสั้น

ประการที่สองสถานการณ์ได้ก้าวไปสู่สถานการณ์ “ห้านาทีก่อนสงคราม” ซึ่งได้รับการแก้ไขโดยผู้นำของสองมหาอำนาจที่ประเมินสถานการณ์อย่างมีสติและฉลาดรอบคอบในการยอมรับแนวทางการประนีประนอมด้วยการถอยทั้ง 2 ฝ่าย

บางครั้งผู้นำทั้งสองได้สื่อสารกันโดยตรง แต่บางครั้งก็ไม่ได้คุยกัน  แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม มีการเจรจาที่เท่าเทียมกันระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาโดยไม่มีการใช้ภาษาที่ก้าวร้าวหรือยื่นคำขาดต่อกัน

หลังจากผ่านพ้นวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ตลอดทั้งศตวรรษที่ 20 ก็ไม่มีสถานการณ์ใดที่ทำให้ทั้งสองประเทศเข้าใกล้สงครามกันอีกเลย เพราะทั้งคู่ได้เรียนรู้บทเรียนว่า ความร่วมมือในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศดีกว่าการเผชิญหน้า

แต่วันนี้สถานการณ์ได้ต่างไปจากเดิม สหรัฐอเมริกาได้ล้ำเส้นเข้าสู่นโยบายต่างประเทศที่ไร้เสถียรภาพ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน การถอนตัวจากสนธิสัญญา Open Skies และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งวาทกรรมต่างๆของประธานาธิบดีคนใหม่

ในความเป็นจริงทั้งกลยุทธ์ใหม่และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของวอชิงตัน ส่วนใหญ่เกิดจากทั้งเหตุผลภายในและการลดลงของศักดิ์ศรีของสหรัฐในฐานะผู้นำโลกแห่งตะวันตก

กลยุทธ์ใหม่ของรัฐบาลอเมริกาคือการแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเจรจาด้วยมือข้างเดียวและเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออีกฝ่าย เธอสามารถเทศนาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาการเลือกตั้งของพรรคเดโมแครต  การขาดเอกภาพในการพัฒนาหลักสูตรต่างๆ การตัดสินใจในทีมงานใหม่ และการเผยแพร่ลัทธิอเมริกันนิยมว่าเราถูกเสมอ คุณต้องเชื่อฟังเรา ไม่ว่าพันธมิตรหรือฝ่ายตรงข้ามควรใช้หลักสูตรเช่นนี้และต้องขอบคุณพวกเราสำหรับบทเรียนที่ได้เรียนรู้  (อนึ่ง คำว่าอเมริกาเป็นคำนามเพศหญิงตามการจำแนกในภาษารัสเซีย ดังนั้นเมื่อมีการเอ่ยถึงด้วยบุรุษสรรพนามจึงใช้คำว่าเธอ เช่นเดียวกับรัสเซียที่เป็นคำนามเพศหญิง ซึ่งคำว่าแผ่นดินแม่ก็มาจากสาเหตุนี้ )

เราได้ยินเสียงเรียกร้องให้มีการเจรจากันในระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์โดยประธานาธิบดีทั้งสอง แต่หลังจากนั้นวาทกรรมที่รุนแรงก็เริ่มขึ้น มีการประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อต้านรัสเซียครั้งใหม่ ขับไล่นักการทูต มีการลงนามคำสั่งเกี่ยวกับภัยคุกคามจากรัสเซีย นอกจากนี้ยังรวมถึงการซ้ำเติมความขัดแย้งอย่างไม่เป็นธรรมขึ้นในตะวันออกของยูเครน ผู้นำทางทหารสหรัฐได้แถลงการณ์ถ่ายโอนยุทโธปกรณ์ทางทหารไปยังภูมิภาคของเรา พูดง่ายๆก็คือทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

เห็นได้ชัดว่าสหภาพโซเวียตถูกมองว่าเป็นคู่แข่งที่เท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องมีการไตร่ตรองก่อนที่แต่ละฝ่ายจะทำอะไรลงไป นี่เป็นเพราะความเท่าเทียมกันทางการเมืองและการทหารของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งการเกิดขึ้นของค่ายทหารสองค่ายใหญ่ คือนาโตและวอร์ซอ จึงทำให้รักษาระบบขององค์กรระหว่างประเทศไว้ได้

แต่หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตความเท่าเทียมกันก็หายไประยะหนึ่ง  สหรัฐอเมริกาอยู่ในห่วงโซ่ด้านบนมานานกว่าทศวรรษครึ่ง เมื่อไม่มีประเทศใดในโลกที่ไม่เพียงแต่ไม่มีอำนาจเทียบเท่า แต่ยังไม่มีสิทธิแม้แต่จะสมมุติได้ว่ามีอำนาจเช่นนั้น ทำให้พวกเขาไม่คุ้นเคยกับการสนทนาในระดับที่เท่าเที่ยมกัน

รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯซึ่งประกาศศักดาหวนคืนตำแหน่งสู่ฐานะผู้ปกครองโลกและผู้พิทักษ์ตะวันตก (ขณะเดียวกันก็โน้มน้าวให้พวกเราเชื่อเรื่องนี้ตาม) ไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะยอมรับว่ามีใครบางคนในโลกที่อาจมีความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐาน การทหาร และศักยภาพทางการเมืองเทียบเท่าพวกเขา เช่นจีนหรือรัสเซียเป็นต้น

ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า: รัฐบาลอเมริกาในปัจจุบันจะมีสติปัญญาในการประนีประนอมเท่ากับผู้นำของประเทศที่อยู่ในเหตุการณ์วิกฤตขีปนาวุธคิวบาเมื่อช่วงทศวรรษที่ 60 ในศตวรรษที่ผ่านมาหรือไม่?

และอะไรจะช่วยดับปัญหาเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด?

มี 3 ปัจจัยในที่ต้องคำนึงให้มากในช่วงเวลาดังกล่าว

  • ประการแรกควรตระหนักถึงราคาค่าใช้จ่ายของ “การตัดสินใจที่ร้ายแรง” หากความเสียหายจากชัยชนะมีมากจนทำให้เกิดคำถามถึงการดำรงอยู่ในอนาคตของผู้ชนะนั่นไม่เรียกว่าชัยชนะ
  • ประการที่สองคือมีการสื่อสารสายตรง นี่ไม่ใช่โทรศัพท์สำหรับโทร แต่เป็นโอกาสในการพูดอย่างตรงไปตรงมา และที่สำคัญกว่านั้นคือการรับฟังคู่สนทนาด้วยความเข้าใจตรรกะและข้อโต้แย้ง
  • ประการที่สามและสำคัญที่สุด คือไม่เพียงแต่เข้าใจถึงความจำเป็นและโอกาสของการประนีประนอมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเต็มใจที่จะประนีประนอมด้วยความจริงใจที่จะปราศจากการยื่นคำขาดและความหยาบคายซึ่งเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนการสนทนาไม่ให้เจอทางตัน

นั่นคือเหตุผลที่วาทกรรมของคำง่ายๆของอเมริกาที่บอกว่า “รัสเซียมีราคาที่ต้องจ่าย(“Россия заплатит цену”) แม้ว่าจะฟังดูเป็นอเมริกัน แต่มันจะนำไปสู่ทางตันที่ไม่มีทางออก คาถาบทนี้จะไม่ทำให้ใครตรัสรู้ได้อย่างแน่นอน. (แปลได้ว่า คำพูดนี้ไม่มีทางที่ใครจะทำได้สำเร็จ)

ดมิทรี มีดเวดีฟ.

https://ria.ru/20210423/diplomatiya-1729522868.html

By Ivan